ความหมายของ พลอยโอปอล Opal

ความเป็นมาของโอปอล Opal
เหมาะกับคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในวงการมายา หรือวงการบันเทิงทุกรูปแบบ และมีลักษณะพิเศษเฉพาะคือ สามารถปกป้องคุ้มครองเสริมสิริมงคล ให้กับบุคคลที่เกิดในราศีตุลย์ ซึ่งเป็นการเสริมดวงชะตาให้เฉพาะกับราศีนี้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้ คนโบราณยังมีความเชื่อเรื่องการเสริมเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามให้มารักใคร่เสน่หาอีกด้วย
เป็นพลอยประจำเดือนเกิดตุลาคม 
โอปอลมีอายุมามากกว่า 60 ล้านปี กำเนิดมาตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์ เป็นเครื่องประดับตั้งแต่ยุคโรมัน โดยชาวโรมันโบราณได้จัดอันดับโอปอลให้เป็นพลอยที่มีคุณค่าเป็นอันดับสองรอง จากมรกต มงกุฏของจักรพรรดิ์โรมันมีการประดับด้วยโอปอล หลังจากยุคโรมัน หรือประมาณ 250 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยก่อนนั้น เหมืองโอปอลอยู่ในบริเวณ ที่เป็นประเทศ เชคโกสโลวาเกียในปัจจุบัน
โอปอลก็ยังคงได้รับความนิยมสืบต่อกันเรื่อยมาจนมาถึงศตวรรษ ที่ 14 ช่วงนั้นโรคกาฬโรคระบาดในยุโรป ทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก โอปอลถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งอัปมงคลและเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคระบาด ผู้คนจึงเลิกนิยม และในศตวรรษที่ 19 มีนักเขียน ชื่อ Sir Walter Scott ได้เขียนนวนิยายเรื่อง Anne of Geierstein ในหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาที่กล่าวถึงโอปอลในแง่ลบต่างๆนาๆ ทำให้ผู้คนมีความเชื่อแง่ลบกับโอปอล  จนกระทั่งสมัยราชินีวิคตอเรีย แห่งซาราช์ เบอร์ฮาดท์ พราะนางนิยมโอปอล และ ทำให้โอปอลกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน
คำว่า Opal มาจากภาษาสันสกฤตว่า Upula แปลว่า หินมีค่า โอปอลเป็นที่รู้จักมาเป็นเวลานานหลายพันปีมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันตก นักโบราณคดีชื่อ Louis Leaky ขุดพบเครื่องประดับโอปอลที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งมีอายุถึง 6,000 ปี
ในถ้ำที่ประเทศเคนยา มงกุฎของกษัตริย์แห่งอาณาจักร Holy Roman ประดับด้วยโอปอลชื่อ Orphanus มงกุฎของกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสก็ประดับด้วยโอปอลเช่นกัน อัญมณีสีรุ้งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนในสมัยก่อนมากมาย เช่น วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) เซอร์ วอลเตอร์ สก็อต (Sir Walter Scott) ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ ๆ แก่โอปอล
โอปอลส่วนมากพบในออสเตรเลีย แต่เนื้อมักจะบางมากจนต้องนำมาประกบกับพลอยชนิดอื่นที่มีความแข็งเพื่อช่วยเพิ่มความทนทาน หรือที่เรียกว่าโอปอลประกบ Opal Doublet, Opal Triplet โดยเฉพาะ Black Opal จากออสเตรเลีย นอกจากนี้ก็ยังมีของเอธิโอเปีย ที่มีความงามไม่แพ้กัน นอกนั้นก็จะกระจายไปตามแหล่งของประเทศต่างๆ
ประเภทของโอปอล
Bauer (1969) ได้แบ่งโอปอลออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. Precious opal เป็นโอปอลที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีการเล่นสีเป็นประกายสวยงาม คล้ายเหลือบประกายรุ้งที่เปลี่ยนสีได้เมื่อหมุนพลอยไปมาในทิศทางที่ต่างกัน เรียกปรากฏการณ์พิเศษนี้ว่า โอปอลเลสเซนต์ (Opalescence) หรือ การเล่นสี (Play of colour) พลอยที่จัดว่าเป็น Precious opal ได้แก่
โอปอลสีขาว (White opal) มีสีขาวหรือสีอ่อนเป็นพื้น
โอปอลเนื้อใส (Crystal Opal) ที่มีเนื้อโปร่งใส อาจมีสีพื้นเป็นสีฟ้า
โอปอลสีดำ (Black opal) มีสีเทาเข้ม น้ำเงินเข้ม เขียวเข้ม หรือเทาดำเป็นพื้น ของเอธิโอเปียมักผ่านการ Smoke Treatment
โอปอลแมทริกซ์ (Matrix opal) ส่วนที่เล่นสีของโอปอลจะแทรกอยู่ตามรอยช่องว่าง หรือรูพรุนในเนื้อหิน
โดยหลักการณ์ทั่วไป เป็นโอปอลที่มีการเล่นสี (Play of colour) เป็นประกาย ได้สวยงามมาก และมีค่าสูง หาได้ยาก Bauer (1969) อธิบายลักษณะไว้ว่า พรีเชียลโอปอลเป็นโอปอลที่มีค่ามากที่สุด มีการเล่นสี เกิดเป็นประกายสวยงาม ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากภายในเนื้อของตัวมันเอง ไม่ใช่เป็นสีซึ่งเกิดจากมีมลทินอื่นแปลกปลอมเข้าไป ในบางครั้งการเล่นสีอาจปรากฏให้เห็นทั่วทั้งผิวหน้า ซึ่งเจียระไนขัดมันของโอปอลหรืออาจมีการเล่นสีเพียงบางจุด หากพลิกดูจุดนั้นจะค่อยๆ หายไปบนพื้นหน้าพลอยนั้น พรีเชียสโอปอล จะมีความวาว (Luster) ซึ่งจัดว่าไม่สูงนักและมีความแข็งค่อนข้างต่ำ การเล่นสี อยู่ในช่วงที่ไม่ลึกลงไปนัก จึงเป็นเหตุอันหนึ่งซึ่งทำให้ไม่มีการเจียระไนโอปอลชนิดนี้เป็นเหลี่ยมตัด (Facet) นอกจากนี้แล้ว พรีเชียสโอปอลยังมีความโปร่งแสง (Translucent) และบางครั้ง อาจมีความโปร่งใส (Transparent) ได้
2. Fire opal เป็นโอปอลสีส้ม หรือสีแดงเหมือนสีของเปลวไฟ มีลักษณะโปร่งใส เมื่อนำมาส่องดูภายใต้แสงไฟจะเห็นสีสะท้อนบนผิวเหมือนเปลวไฟเกิดขึ้น จึงเรียกว่า Fire opal หรือ โอปอลไฟ ชนิดที่ดีที่สุดจะมีเนื้อโปร่งใสและสะอาดบริสุทธิ์ แต่จะเปราะและแตกง่าย ไม่ทนต่อแรงกดกระแทก และสภาพแวดล้อม โอปอลไฟ (Fire opal) หรือ (Sun opal) จัดเป็นโอปอลที่มีค่าสูง รองจากโอปอลดำ บางเม็ดอาจมีค่า เทียบเท่า หรือแพงกว่าโอปอลดำก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความสวยงามของแต่ละเม็ด มีทั้งแบบไม่มีสี (Colourless) สีน้ำตาล เหลืองอ่อน และสีน้ำตาลแดงเข้ม โอปอลไฟสีแดง โดยปกติมีราคาดีกว่าโอปอลไฟสีเหลือง เหตุที่เรียกกันว่า โอปอลไฟนั้น ก็เพราะเมื่อนำมาส่องดูภายใต้แสงไฟแล้ว จะเห็นสีสะท้อนบนผิวเหมือนลักษณะดวงไฟเกิดขึ้น คล้ายเปลวไฟ ธรรมดานี่เอง โอปอลไฟ แยกออกจากโอปอลดำได้อย่างง่ายๆ ก็ตรงลักษณะเปลวไฟอันนี้เอง และโดยลักษณะสี ของโอปอลไฟ ถึงแม้จะคล้ายคลึงกับ โอปอลดำ หรือพรีเชียสโอปอล สีของโอปอลไฟจะไม่สะดุดตาเท่า คือมีความสุกสว่าง ของประกายสี ด้อยกว่าโอปอลดำหากโอปอลไฟมีลักษณะดวงไฟเกิดขึ้น บนพื้นหน้าที่เจียระไนให้เห็นมากเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่ง แพงมากขึ้นเท่านั้น
3. Common opal
เป็นโอปอลชนิดธรรมดาทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีเนื้อทึบ ไม่มีการเล่นสีให้เห็น ชื่อทางการค้ามีหลายชนิดเช่น อะเกต โอปอล (Agate opal) ไฮยาไลต์ (Hyalite) วูด โอปอล (Wood opal) ฮันนี่ โอปอล สีเหลือง (Honey opal) และ Pink Opal สีชมพู เป็นต้น  โอปอลบางชนิดอาจจะทึบแสง (Opaque) บางชนิดอาจจะโปร่งแสง (Translucent) อาจจะมีสี หรือไม่มีสีก็ได้ ปกติถือว่าไม่มีค่าทางรัตนชาติ จัดแบ่งย่อยออกไปหลายชนิด เช่น โอปอลน้ำนม (Milk Opal) สีออกมัวๆ ขาวน้ำนม บางครั้งออกสีเขียว เหลือง และน้ำเงินจางๆ บ้าง บางตำราบ้างก็ว่ามีลักษณะโปร่งแสงมาก ในบางครั้งอาจมีสีออกน้ำเงิน และเขียวปนขาว หรือถ้ามีมลทินแทรกอยู่เหมือนต้นสาหร่าย เรียก มอสโอปอล (Moss Opal)
Opal ยังมีประเภทอื่นๆอีกได้แก่
1.โอปอลขี้ผึ้ง (Wax Opal) สีออกเหลือง และมีลักษณะเหมือนขี้ผึ้ง
2.โอปอลยางไม้ (Rasin Opal) ลักษณะเหมือนยางต้นไม้
3.ไฮโดรเฟน (Hydrophane) เป็นโอปอลที่โปร่งแสงบางครั้งอาจโปร่งใสเมื่อแช่ไว้ในน้ำ สามารถดูดน้ำได้เป็นพิเศษ หากนำมาแตะลิ้นจะเกาะติดลิ้นแน่น
4.เพรสโอปอล (Prase Opal) มีลักษณะโปร่งแสงมากสีเขียวแอปเปิ้ล เนื่องจากมีนิเกิลปะปนอยู่
5.ไฮยาไลท์ (Hyalite) ไม่มีการเล่นสีบางครั้งมีความโปร่งใสมาก ไม่มีสีมองดูเหมือนน้ำ หรืออาจจะออกสีแดงเรื่อๆ สีน้ำตาลอ่อนนิดๆ มีลักษณะคล้ายแก้ว มักจะเรียกกันว่า Glass opal ไม่ค่อยจะนิยมนำมาเจียระไนกันนัก
6.แคทโชลอง (Cacholong) เป็นโอปอลที่มีความพรุนตัวสูง หากทำให้น้ำออกหมดจะมีลักษณะทึบแสงหรือถ้าหากดูดน้ำเข้าเต็มที่จะโปร่งแสง
ความเชื่อด้านพลังอำนาจ
โอปอลมีพลังอำนาจในการรักษาเยียวยาจิตใจ ช่วยกำจัดฝันร้าย และกระตุ้นให้เกิดจินตนาการสร้างสรรค์
ความเชื่อด้านสุขภาพ
โอปอลช่วยรักษาโรคภัยที่เกิดที่ดวงตา ช่วยการทำงานของระบบเลือด ทำให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาทำงานอย่างสมดุลย์ เสริมสร้างเนื้อเยื่อ และบรรเทาอาการเฉื่อยชาเนื่องจากสภาพจิตใจที่หดหู่ท้อแท้
การดูแลรักษา
เนื่องจากโอปอลมีความแข็งระหว่าง 5.5 – 6.5 เทียบกับเพชร ซึ่งความแข็งเป็น 10 ทับทิม และไพลิน ความแข็งเป็น 9 โอปอลจึงมีความเปราะ และบอบบางมาก เมื่อประกอบเป็นหัวแหวน หรือกำไลข้อมือ เวลาสวมใส่ จะต้องระมัดระวัง ให้มากเป็นพิเศษ เพราะจะถลอกได้ง่าย
โอปอลเป็นพลอยที่มีส่วนผสมของน้ำปนอยู่ ถ้าน้ำระเหยไปจะทำให้พลอยแตกร้าวได้ ปกติแล้วโอปอลจะเปราะบางและมีความรู้สึกไวต่อความร้อน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงโอปอลจากการกระแทกและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ กะทันหัน และนานๆ ครั้งควรจะนำไปแช่น้ำบ้าง